ประวัติของวินเซนต์ บาค (Vincent Bach)

story_VincentBach

โดย แฟรงกลิน บีล (Franklin Beal)

ข้อความตัดมาจากคู่มือว่าด้วยรูปปากและปากเป่า ค.ศ. 1954 (The 1954 Embouchure & Mouthpiece Manual)
วินเซนต์ บาค เป็นนักดนตรีที่หลักแหลม เขาสำเร็จการศึกษาเป็นวิศวกรเครื่องกล และเป็นผู้ประกอบการผลิตในชีวิตจริง ดั้งนั้นเขาจึงมีคุณสมบัติอย่างเด่นชัดที่จะพูดถึงเครื่องลมทองเหลืองในทุกด้าน สิ่งที่พิสูจน์ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของเขานั้นเริ่มตั้งแต่ตอนที่เขาอายุหกขวบ เมื่อเขาได้รู้จักไวโอลินและบิวเกิล (bugle) เขามีไหวพริบในการเล่นบิวเกิล และมีพัฒนาการในการกำหนดรูปปากอย่างยอดเยี่ยม จากนั้นเขาก็หันมาสนใจทรัมเป็ต พออายุสิบสี่ เขาเริ่มศึกษากับกิยอร์ก สเตลวาเกิน (Georg Stellwagen) ซึ่งเป็นนักทรัมเป็ตคนสำคัญของวงเวียนนาโทนคืนสเลอร์ออร์เคสตรา (Vienna Tonkunstler Orchestra) สเตลวาเกินถือเป็นนักทรัมเป็ตชั้นครูที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในยุโรป จากนั้นบาคก็ศึกษาจากนักทรัมเป็ตลำดับที่ 1 ของเวียนนาโอเปราเฮาส์ (Vienna Opera House) และในขณะเดียวกัน เขาก็ศึกษาต่อเพื่อที่จะเป็นวิศวกรเครื่องกล ซึ่งเป็นอาชีพที่เขาเลือก

หลังจากสำเร็จการศึกษา เขาได้ตกลงรับงานเป็นวิศวกรของกองทัพเรือออสเตรีย เมื่อปฏิบัติหน้าที่ด้านการทหารสมบูรณ์แล้ว เขาก็ไปทำงานเป็นวิศวกรก่อสร้างที่โรงงานผลิตลิฟต์แห่งหนึ่งในกรุงเวียนนา แต่ถึงกระนั้น แรงดลใจด้านศิลปะของเขาก็ไม่เคยถดถอย และทักษะพิเศษด้านทรัมเป็ตและคอร์เน็ตของเขาก็ดึงดูดความสนใจชนิดที่ว่า เขาได้ค่าตอบแทนจากดนตรีเกินกว่าความสามารถในการหารายได้จากอาชีพหลักมากมายนัก และนั่นจึงทำให้เขาหันมาสนใจดนตรีเพียงอย่างเดียว

วินเซนต์ บาค กลายเป็นนักคอร์เน็ตผู้เชี่ยวชาญโดยอาศัยความสามารถของตนเอง และกลายเป็นศิลปินคอนเสิร์ตที่มีผลงานการแสดงเดี่ยวเป็นที่ยอมรับในออสเตรีย เยอรมนี อังกฤษ เดนมาร์ก สวีเดน รัสเซีย และโปแลนด์ เขาเดินทางมาที่สหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาเดียวกับที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุ หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้ตกลงรับงานเป็นนักทรัมเป็ตลำดับที่ 1 ของวงบอสตันซิมโฟนีออร์เคสตรา (Boston Symphony Orchestra) ภายใต้การนำของ ดร. คาร์ล มัค (Dr. Karl Muck)

ในฤดูกาลต่อมา บาคปรากฏตัวในฐานะนักทรัมเป็ตเดี่ยวตลอดช่วงหน้าร้อนในปี ค.ศ. 1915 ที่งานนิทรรศการซานฟรานซิสโก (San Francisco Exposition) เมื่อสิ้นสุดการจ้างงานครั้งนั้น เขาก็กลับไปยังนิวยอร์กเพื่อบรรเลงเป็นนักทรัมเป็ตลำดับที่ 1 ให้แก่คณะบัลเลต์รัสเซียอันเลื่องชื่อของดิอากิเลฟ (Diaghilev) ที่เมโทรโพลิแทนโอเปราเฮาส์ (Metropolitan Opera House) จากนั้นเขาก็เดินสายไปกับคณะบัลเลต์ดังกล่าวเพื่อแสดงตามเมืองหลักในสหรัฐอเมริกา

ในปี ค.ศ. 1917 เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งแรก บาคกลายเป็นหัวหน้าวง (Bandmaster) ของกรมทหารปืนใหญ่สนามที่ 306 ของสหรัฐอเมริกา (The U.S. 306th Field Artillery Regiment) ในช่วงท้ายของการรับราชการทหาร เขารับหน้าที่เป็นศิลปินเดี่ยวในโรงละครหลายแห่งในนิวยอร์ก (โรงละครริโวลี โรงละครแคปิตอล โรงละครรีอัลโต และโรงละครร็อกซี) และในระหว่างนี้ เขาก็ได้เปิดร้านเล็กๆ ซึ่งเริ่มแรกนั้น มีวัตถุประสงค์เพียงอย่างเดียวคือ เพื่อผลิตปากเป่าตามที่เขาต้องการ อย่างไรก็ตาม เมื่อบรรดานักดนตรีได้ยินเสียงโน้ตเอฟสูงในระหว่างที่เขาบรรเลงเดี่ยว พวกเขาก็อยากจะทราบว่า บาคใช้ปากเป่าแบบใด และร้องขอให้เขาผลิตให้เช่นกัน

แม้วินเซนต์ บาค จะไม่ได้ตั้งใจจริงจังที่จะทำธุรกิจ แต่เขาก็ถูกผลักดันในทางปฏิบัติให้เข้าสู่วงการผลิตปากเป่า และร้านเล็กๆ ของเขาก็เติบโตอย่างรวดเร็วในระดับที่เขาถูกบังคับให้เลิกทำงานละคร

ผู้แปล อังค์วรา ธนสารโสภิณ
แปลจากเว็บไซต์ https://bachloyalist.com/vincent-bach-the-story-of-vincent-bach/